โรคสุกใสและงูสวัด(Chickenpox, varicellla, Herpes Zoster)

โรคสุกใสและงูสวัด

(Chickenpox, varicellla, Herpes Zoster)

 

                    โรคสุกใส  หรือที่เรียกทั่วไปว่าอีสุกอีใส  พบครั้งแรกในปี 1802  โดย  William  Heberden กล่าวถึงโรคนี้ว่าแตกต่างจากไข้ทรพิษ

                    ต่อมาในปี  1892  Von  Bokay  ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเชื้องูสวัดกับโรคสุกใสโรคอีสุกอีใสจะเป็นโรคที่มีผื่นทั่วไป  แล้วกลายเป็นตุ่มพอง

                    สาเหตุของโรค

                    เกิดจากเชื้อ  Human (Alpha)  herpes virus 3  (varicella – zoster virus หรือ V-Z   virus   ซึ่งเป็นเชื้อในกลุ่ม  Herpesvirus  ชนิดหนึ่ง  ลักษณะรูปร่างมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 200 mm  เปลือกหุ้มจะเป็นชั้น ๆ รอบ ๆ Capsid  ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 90  nm capsid  เป็นรูป  icosahedral ประกอบด้วย 162  capsomeres  เป็น DNA  virus

                    การติดต่อ

                    ติดต่อจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งทางตรงโดยการสัมผัส  ฝอยละอองจากน้ำคัดหลั่งของทางเดินหายใจส่วนบนของผู้ป่วย  หรืออากาศพาน้ำคัดหลั่งจากผู้ป่วยไปติดต่อทางอ้อมโยสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วยที่เปื้อนน้ำจากตุ่มพอง  หรือน้ำคัดหลั่งจากเยื่อเมือกของผู้เป็นโรคนี้มาใหม่ ๆ สะเก็ดของสุกใสไม่มีเชื้ออยู่  ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งที่แตกต่างจากไข้ทรพิษ  หรือ vaccinia  สุกใดเป็นโรคที่ติดต่อง่ายที่สุดโรคหนึ่งโดยเฉพาะในระยะแรก ๆ ที่ผื่นขึ้น  ผู้ที่ไม่มีความต้านทานโรค (susceptible)  อาจติดสุกใสมาจากผู้ป่วยงูสวัดได้

                    ระยะฟักตัว  ประมาณ 2 ถึง 3  สัปดาห์  ส่วนมากระหว่าง 13 – 17  วัน

                    ระยะติดต่อได้  ตั้งแต่  5  วัน ก่อนผื่นขึ้น  จนเป็นตุ่มพองไปแล้วแต่ไม่นานกว่า 6 วัน หลังตุ่มพองระลอกแรกขึ้น

                    ความต้านทานโรค

                    ผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคนี้ทุกคนจะไม่มีความต้านทาน (คือเป็นโรคได้)  ถ้าผู้ใหญ่เป็นมักมีอาการรุนแรงกว่าเด็ก  เมื่อเป็นครั้งหนึ่งแล้วก็จะเกิดภูมิคุ้มกันไปอีกนาน  มักจะไม่ใคร่พบคนที่เป็นครั้งที่สอง  สำหรับงูสวัดนั้นเมื่อเป็นโรคจะสงบอยู่เป็นเวลานาน หลายปีแล้วกลับเป็นใหม่อีก

                    ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยสเตอรอยด์ฮอร์โมน หรือผู้ป่วยเด็กโรคลิวคีเมียที่ให้สเตอรอยด์หรือยาต้านทานการครองธาตุ  ถ้าเป็นสุกใส  จะมีอาการหนัก  และถึงได้ได้ผู้ใหญ่ที่เป็นมะเร็งของระบบน้ำเหลืองไม่ว่าจะให้สเตอรอยด์หรือไม่ให้มีโอกาสที่จะเป็นงูสวัดได้มากกว่าคนทั่วไป 

                    การวินิจฉัย

                    การวินิจฉัยโรคโดยห้องชันสูตรมีหลายวิธี  เช่น  ใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (electron microscope)  ตรวจหาไวรัสเพาะเชื้อไวรัสใน tissue  culture  หรือตรวจหา  complement-fixing antibody  ในน้ำเหลือง  แต่ห้องชันสูตรระดับจังหวัดของเรา  ยังตรวจสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีอีกวิธีหนึ่งคือ ขูดฐานของตุ่มพองมาย้อมสี  giemsa  ตรวจหาเซลล์ขนาดใหญ่ที่มีนิวเคลียสหลายอันซึ่งจะพบแต่ในสุกใส  ไม่พบในตุ่มของไข้ทรพิษหรือ vaccinia อุบัติการณ์ พบได้ทั่วโลก  ประมาณ 3 ใน 4 ของประชากรอายุ 15 ปี  ในชุมชนใหญ่ ๆ จะเคยเป็นสุกใสมาแล้ว  งูสวัดเป็นในคนแก่  ในประเทศหนาวสุกใสจะระบาดในฤดูหนาวและต้นฤดูฤดูใบไม้ผลิ

                    การทำให้เกิดโรค

                    V2  virus  อาจทำให้เกิด  การติดเชื้อชนิดแฝงได้  การติดเชื้อครั้งแรกทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส  เมื่อคนไข้หายแล้ว  การติดเชื้อจะยังคงอยู่ในรูปแฝง  ซึ่งจะไม่มีอาการของโรคเลย  เมื่อใดไวรัสระยะแฝงเป็นระยะ active ขึ้นมา  ก็จะกลายเป็นงูสวัด  เนื่องจาก  งูสวัดเกิดขึ้นโดยกระจายไปตามรากประสาท  sensory  nerve  จึงคาดว่าไวรัสยังคงอยู่ใน dorsal root  ganglia  ในระหว่างระยะแฝงตัวจากการตรวจ ganglia  เหล่านี้ในผู้ตายจากงูสวัด  พบว่ามีการทำลายที่  ganglia cell, satellite  cells, Schwann cells และ  nerve  fibers  พร้อมทั้งพบ lymphocyte, polymarphonuclear cell  และมีการบวมของเส้นเลือด  การทำลายจะอยู่ใน myelin  และ  axon  ของ  nerve  bundle

                    แผล  vesicular  ของอีสุกอีใสหรืองูสวัด  จะเกิดที่ส่วน  epidermis  แต่อาจจะลามไปถึงชั้น dermis  ชั้น  dermis  ประกอบด้วย inflammatory cell ที่ฐานของแผลจะเป็น  giant cell  ที่มีหลายนิวเคลียส  ส่วนประกอบในcell  จะมี  vescular  fluid  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น polymorphonuclear cells จะพบ  monocyte บ้างเล็กน้อยแม้แต่ในระยะแรกเริ่มของ vesicle

                    การติดต่อโรค

                    ไวรัสสามารถถ่ายทอดจากหญิงมีครรภ์ไปยังทารกในครรภ์ได้ในระหว่างไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์  ประมาณการว่าหญิงที่เป็นอีสุกอีใสอาจจะทำให้เกิดทารกพิการได้  1 ราย ใน  14 กันยายน  การติดเชื้อในระยะหลังของการตั้งครรภ์อาจถ่ายทอดไปยังทารกในครรภ์ได้เช่นกัน  แต่อาจจะทำหรือไม่ทำให้เกิดพิการได้  เด็กทารกที่คลอดออกมาจากแม่ที่เป็นอีสุกอีใส  ระหว่างตั้งครรภ์ อาจเป็นงูสวัดได้ในระยะแรกมากกว่าจะเป็นอีสุกอีใส

                    อาการ

                    โรคสุกใสธรรมดา

                    ในเด็กปกติจะมีผื่นเม็ดพองเกิดขึ้นทั่วไปตามร่างกาย  อุณหภูมิสูง 100° 102°    เป็นเวลา 2 3 วันระหว่างมีผื่นขึ้น  ในผู้ใหญ่อาการป่วยมักจะรุนแรงมากกว่าจะมีอาการหลายวัน  มีหนาว  มีไข้  ไม่ค่อยพบอาการทางทางเดินอาหารและทางเดินหายใจร่วมด้วย  จำนวนเม็ดเลือดขาวจะสูงเล็กน้อยระหว่างสัปดาห์แรกของการป่วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน  2-3 วันแรกในเด็กทารก

                    เม็ดพองปกติจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 3 มม. มีหลายระยะโดยครั้งแรกจะเป็นผื่นแดงนูน  ต่อมาจะเป็นเม็ดพอง  ระยะต่อไปจะแตกออกเป็นสะเก็ดเม็ดพองนี้ในเด็กจะพบได้ตั้งแต่  50  ขึ้นไปจนถึงหลายร้อยเม็ด  แต่ในเด็กโตหรือผู้ใหญ่จะพบจำนวนมากกว่า

                    โรคสุกใสระยะก้าวหน้

                    เป็นแบบรุนแรง  ชนิดนี้ผื่นยังคงมีอยู่และอุณหภูมิของร่างกายจะสูงถึง 105° ฟ ในสัปดาห์ที่ 2  ของการป่วย  ลักษณะของแผลหรือเม็ดพองแตกต่างไปจากอีสุกอีใสธรรมดา  จะมีลักษณะลึกมากกว่าและเป็นรอยบุ๋ม  จะเห็นชัดที่แขนขาที่พบมากก็คือฝ่ามือและฝ่าเท้า  นอกจากนี้ยังพบอาการปอดบวม  เยื่อหุ้มสมองอักเสบและโรคตับอักเสบร่วมด้วยอัตราตายจากอีสุกอีใสระยะนี้ประมาณ 20%

                    โรคสุกใสกรรมพันธุ์

                    แม่ที่ป่วยเป็นอีสุกอีใสระยะไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์  มักจะร่วมกับการพิการทางกรรมพันธุ์ได้  เด็กจะเจริญช้าในมดลูกและอาจมีตาเล็ก  ต้อกระจกได้มีพบว่าเป็นใบ้และเปลือกหุ้มสมองเหี่ยว  เด็กที่ติดเชื้ออย่างรุนแรงจะมีหัวเล็ก  ปัญญาอ่อน  เป็นใบ้และตาบอดได้

                    งูสวัด

                    การเกิดอาการงูสวัดมักจะมีอาการปวดร่วมด้วย  ซึ่งอาจเกิดขึ้นหลายๆ  วันก่อนจะมีผื่นขึ้นอาการปวดไม่ค่อยแน่นอนในเด็ก  แต่จะพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ  อาการปวดอาจอยู่ได้นานถึง  2  เดือน  บางครั้งก็รุนแรงทำให้นอนไม่หลับ  ยิ่งในผู้ป่วยอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปจะมีอาการปวดรุนแรงมากกว่า

                    งูสวัดมักจะเกิดในผู้ที่ได้รับการรักษาด้วย  immunosuppressive  เช่นผู้ป่วยด้วย  lupus, transplant recipients  และผู้ป่วยเป็นโรคเนื้อร้าย โดยเฉพาะ lymphoma

                    ลักษณะทางคลินิก

                    เริ่มด้วยอาการปวดหรือเสียวแปลบ ๆ ที่ผิวหนัง 1-2 วันต่อมา  มีเม็ดสีแดงซึ่งกลายเป็นตุ่มน้ำใสอย่างรวดเร็ว  ขึ้นเป็นกลุ่มอยู่ซีกเดียวของลำตัว  ลักษณะที่สำคัญคืออยู่ตามแนวทางเดินของเส้นประสาทผิวหนัง  และตุ่มน้ำใสเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในสัปดาห์แรก  ต่อมาตุ่มน้ำใสแตกกลายเป็นสะเก็ดปนเลือด  หายภายใน 2-3 สัปดาห์เหลือแต่รอยดำ ๆ

                    ตำแหน่งที่พบบ่อยเรียงตามลำดับ  คือตามเส้นประสาทส่วนอก คอ Trigeminal และ Lumbosacral

                    ในกรณีที่ผื่นบริเวณปลายจมูกหรือด้านข้างจมูก  แสดงว่าเชื้อไวรัสลุกลามไปตามแขนง  nosociliary ของเส้นประสาท ophthalmic ทำให้ตาดำและตาขาวอักเสบพบราว ๆ 50%  ของงูสวัดที่นัยน์ตา

                    อาการแทรกซ้อน  ของงูสวัด คือ

1.       ปวดมากหลังจากผื่นยุบ  มักพบในผู้ใหญ่อายุเกิน 40ปี

2.       ถ้าเชื้อลามไปที่ geniculate  ganglion ในรายที่มีตุ่มน้ำใสบริเวณใบหูและรูหูชั้นอกผู้ป่วยมีอาการปากเบี้ยว  หลับตาไม่สนิท  และยักคิ้วไม่ได้  ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นอยู่ตลอดไป (Lamsey-Hunt syndrome)

3.       เป็นทั้งตัว  พบในผู้ป่วยที่มีการเสื่อมของ cell-mediated immunity

การแทรกซ้อนทางประสาท  เป็นโรคที่เกี่ยวกับเยื่อหุ้มสมอง ร่วมกับการมีตับเต็มไปด้วยไขมัน

ถ้าเป็นเยื่อหุ้มสมองจากเชื้ออีสุกอีใส  จะทำให้สมองบวมอย่างรุนแรง  คนไข้จะไม่รู้สึกตัวการตรวจ CSF พบ cell และ protein เพิ่มขึ้นเล็กน้อย  เยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบนี้ปรกติจะเกิดภายใน 2 3 วัน หลังจากผื่นขึ้นแล้ว  คนไข้จะชัก  และสมองจะถูกทำลายอย่างรวดเร็ว

แบบที่  2  ของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ  จะเป็นแบบสมองส่วนกลางอักเสบอย่างเฉียบพลันปกติจะอยู่ในตอนปลายของสัปดาห์แรกและต้น ๆ สัปดาห์ที่ 2 หลังจากมีผื่น

ปอดบวมเนื่องจากอีสุกอีใส  จะร่วมกับการหายใจเร็ว และไอทำให้หายใจลำบาก  บางครั้งอาจมีไอเป็นเลือด  อาการทางปอดปรกติจะมีขึ้นใน 1-6 วัน หลังจากมีผื่นขึ้น การเอกซเรย์ปอดพบ nodules  infiltration แบบกระจาย  ซึ่งหลายปีต่อมาแผลในปอดจะกลายเป็นหินปูนเกาะ  จากการผ่าศพตรวจจะพบการเปลี่ยนแปลงคือ  เยื่อกั้นถุงลมจะหนาขึ้น  มี mononuclear  cell และ serous exudate  เกาะอยู่ใน lumen  ของถุงลม

สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่  อาจพบ  arthritis  ซึ่งมักจะเกิดที่ข้อต่อใหญ่ ๆ 1  หรือ 2 ข้ออาจเกิดขึ้นเวลาไหนก็ได้ตั้งแต่ 1-7 วัน หลังจากเป็นอีสุกอีใส

การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ

1.       Tzanck’s test

วิธีทำ  เลือกบริเวณที่เป็นตุ่มน้ำใส  ใช้ใบมีแกะผิวหน้าของตุ่มน้ำออก  และใช้สันมีดขูดเบา ๆ ที่พื้นของตุ่มน้ำ  และน้ำไปแตะบางๆ  บนสไลด์ที่สะอาด  ทำให้แห้งย้อมด้วย  Wright’s  หรือ  Giemsa’s หรือ  Papanicolaou  staing

ลักษณะที่พบ

1.1    Multinucleated giant cell ขนาดใหญ่

1.2    Inclusion body อยู่ใน  nucleus ของ  giant  cell หรือเซลล์ของหนังกำพร้า

1.3    Acantholytic  cell  หมายถึงเซลล์หนังกำพร้า  ซึ่งมีขนาดโตขึ้นกว่าปกติ  มีนิวเคลียสโต  ติดสีเข้ม  และไซโตปลาสซัมพอง  เซลล์นี้เกิดขึ้นเพราะรอยเชื่อมระหว่างเซลล์ถูกทำลาย

จากลักษณะทางคลินิกและ Tzanck’s test  สามารถวินิจฉัยแยกงูสวัดได้จากการติดเชื้อไวรัสอย่างอื่นหรือจาก eczema

2.       พยาธิวิทยา

          มีภาวะ  Ballooning  degeneration ในหนังกำพร้า

          พบ  inclusion body อยู่ใน multinucleated  giant  cell

          หนังแท้  มี  inflammatory cell infiltration บางรายมีการทำลายของเส้นประสาท

3.       การเพาะเชื้อจากตุ่มน้ำใส  ใช้น้ำจากตุ่มน้ำใสและเพาะเชื้อใน tissue culture  media

4.       การย้อมเชื้อไวรัส  และตรวจดูโดยกล้องอิเล็กตรอน

5.       Neutralizing  และ complement  fixing  antibodies  โดยเจาะเลือดในระยะที่เป็นโรคและขณะที่มีอาการรุนแรง  เปรียบเทียบกับระยะที่โรคหาย  ถ้าระดับ antivodies แตกต่างกัน 4 เท่า ขึ้นไป  จึงจะมีความสำคัญ

6.       Fluorescent  antibody  technic

การรักษา

อีสุกอีใสหรืองูสวัด  ซึ่งไม่มีอาการแทรกซ้อน ไม่ต้องการการรักษาเฉพาะถ้ามีอาการคัดก็ให้ใช้ยา Calamine  หรืออาจใช้ยารับประทานเพื่อระงับอาการคัด เช่น trimeprazine

สาเหตุที่ทำความรบกวนให้มากที่สุดในงูสวัดคือ ความปวด  จึงอาจให้ยาแก้ปวด  เพื่อช่วยให้นอนหลับ  จากการศึกษารายงานว่า  amitriptyline  หรือ  levodopa  ให้ผลดี

สำหรับ  steroids  ถ้าให้ในระยะแรกของการติดเชื้องูสวัด  จะช่วยลด  neuralgia ได้ดี

Ara – A เข้าทางเส้นเลือดดำ  ในขนาด 10 nl/กก.  ทุก 12 ชั่วโมงเป็นเวลา 5 วัน ปรากฏว่าลดการแพร่กระจายของโรค  เพิ่มการรักษาแผลให้หายเร็ว  ลดระยะเวลาการปวดลงการรักษาจะให้ผลดีที่สุด  ก็คือเริ่มต้นให้เร็วที่สุด  หลังจากผื่น
เกิดขึ้น

1. ระยะตุ่มน้ำใส  การรักษาทำโดย

            1.1 ใช้น้ำยา  Burow’s หรือ 3% Boric  acid  ชะแผล

                วิธีทำ   ใช้สำลีหรือผ้าพันแผลชุบน้ำยาวางบนบริเวณผื่น   วันละ  4-6  ครั้ง   ครั้งละ 10-15  นาที  
 เปลี่ยนเมื่อผ้าแห้ง  ช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อน

                                1.2  Shaking  lotion   เช่น   Calamine  ทาตรงผื่นจะลดการระคายเคืองแต่มีข้อเสี  คือ มักปนกับน้ำเหลือง กลายเป็นสะเก็ดหนา  ซึ่งเป็นแหล่งที่แบคทีเรียเจริญเติบโต

                        2.  ระยะที่น้ำเหลืองเริ่มแห้งกรังให้ยาทาเฉพาะที่เป็นครีม  เพื่อลอกสะเก็ดออก ครีมที่เหมาะควรเป็นยาปฏิชีวนะเพื่อลดเชื้อแบคทีเรีย  ที่ใช้เสมอสำหรับผิวหนังและมีโอกาสแพ้ได้น้อยคือ Gentamycin ครีมและ Tetracycline ครีม

                        3.  ประมาณ 30% ของผู้ป่วยที่อายุ 50-60 ปีขึ้นไป  เวลาหายมักมีอาการปวดมากบริเวณผิวหนัง หลังจากผื่นยุบควรทำการทดสอบผิวหนังด้วย Histamine 1 cc 1 : 100,000  ในคนปกติ มีปฏิกิริยาบวมแดงใน 15 นาที  แต่ในผู้ป่วยที่ไม่ให้ปฏิกิริยาหรือมีปฏิกิริยาด้วย  แสดงว่าจะเกิดมีการปวดบริเวณผิวหนังอย่างรุนแรงหลังจากที่งูสวัดหาย

                                3.1  Systemic Corticosteroid เพื่อลด fibrosis รอบเส้นประสาทให้ผู้ป่วยตั้งแต่เริ่มเป็น

                        สัปดาห์แรกให้ Prednisone ขนาด  60  mg ต่อวัน

                        สัปดาห์ที่ 2  Prednisone 30 mg  ต่อวัน

                        สัปดาห์ที่ 3  Prednisone 15 mg  ต่อวันแล้วค่อย ๆ ลดยา

3.2    หรือจะใช้ Triamcinolone acetonide 40 mg ฉีดเข้ากล้ามเนื้อตะโพก

ติดต่อกัน 3 วัน

                        4.  อาการปวดตามเส้นประสาทหลังผื่นยุบ ต้องรักษาตามอาการ คือ ให้ยาแก้ปวดเริ่ม ตั้งแต่ยาอ่อน ๆ เช่น Salicylate, Dipyrone ฯลฯ  ถ้าไม่หายทำ Nerve block

                        การฉีด Triamcinolone  ช่วยลดอาการปวดได้เหมือนกัน

5.       ถ้ามีอาการทางสมอง หรือเป็นชนิดรุนแรงทั่วตัว ในผู้ป่วยที่มีการเสื่อมของภูมิ

ต้านทาน ใช้ Cytoribine 5 mg  ต่อ กก. วันแรก และ  3 mg  ต่อ กก.  อีก  3-4 วัน

                การควบคุมโรค

                        ก.  การป้องกัน

                                1.  สอบสวนผู้ป่วยสุกใสอายุเกิน  15 ปี หรือผู้ป่วยอายุเท่าใดก็ตามที่ป่วยในระหว่างมีการระบาดของ
ไข้ทรพิษ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่ไข้ทรพิษ

                                2.  ป้องกันผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยสเตอรอยด์ไม่ให้พบผู้ป่วยสุกใส  หรือถ้าได้รับเชื้อมาก็ให้ลดขนาดสเตอรอยด์ลงมาจนเท่าระดับในคนปกติ  แกมม่าโกลบูลินที่ทำจากผู้ป่วยที่เพิ่งฟื้นจากงูสวัดป้องกันโรคได้ดีมาก

                        ข.  การควบคุมผู้ป่วย  ผู้สัมผัสโรค และสิ่งแวดล้อม

                                1.  รายงานโรคให้เจ้าหน้าที่ทราบโดยเฉพาะในรายที่อายุเกิน  15  ปี

                                2.  การแยกผู้ป่วย ไม่ต้อง

                        สำหรับเด็กนักเรียนให้หยุดโรงเรียน  1  สัปดาห์หลังจากมีตุ่มพองขึ้น  และหลีกเลี่ยงไม่ให้ไปสัมผัสกับผู้ที่ไม่มีความต้านทานโรค

3.  การทำลายเชื้อฆ่าเชื้อในสิ่งของที่เปื้อนน้ำลาย  น้ำมูก  และน้ำจากตุ่มพอง

4.  การกักกันผู้สัมผัสโรค ไม่ต้องทำ

5.  การป้องกันผู้สัมผัสโรค อิมมูน ซีรั่ม โกลบูลิน  อาจจะป้องกันการเกิดโรคไม่ได้

แต่ทำให้มีอาการน้อย  ถ้าใช้แกมม่าโกลบูลินจากผู้ที่เพิ่งฟื้นจากงูสวัดจะป้องกันไม่ให้เป็นโรคได้

                                6. การสอบสวนผู้สัมผัสโรค ไม่จำเป็นต้องทำ  นอกจากในรายที่สงสัยว่าผู้ป่วยอาจจะเป็นไข้ทรพิษ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: