เอดส์…..ควบคุมได้ถ้ารู้วิธี

    สาเหตุของโรคเอดส์ เกิดจากที่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัส HIV(Human Immunodeficiency Virus) ซึ่งเชื้อไวรัสจะเข้าไปอาศัยอยูในเซลล์เม็ดเลือดขาว(CD4) และเพิ่มจำนวนไวรัส จนขั้นสุดท้ายไวรัสก็จะทำลายเซลล์นี้ หน้าที่ของเซลล์นี้มีหน้าที่สำคัญที่ไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมากเพื่อต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นเมื่อเซลล์เลือดขาวถูกเชื้อไวรัสทำลายมากขึ้นก็จะทำให้ระบบภูมิค้มกันของร่างกายลดลงเป็นผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนจากการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น………ดังนั้นการตรวจนับ CD4 ถ้ามีปริมาณ CD4 อยู่ภาวะปกติหมายถึงระบบภูมิค้มกันของร่างกายยังปกติ ในภาวะปกติจำนวน CD4 ประมาณ 500 -1500 cell/ml.

     การควบคุมและการรักษา ในส่วนการรักษาก็คือการให้ยาที่จะไปควบคุมหรือกดไม่ให้เชื้อไวรัส เอช ไอ วี มีปริมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งการตรวจหาปริมาณเชื้อเพื่อประเมินสภาพของผู้ติดเชื้อติดตามผลการรักษา ในปัจจุบันการตรวจทางห้องปฏิบัติการทำการตรวจอยู่ 2 วิธี คือ

  1. การตรวจนับปริมาณเม็ดเลือดขาวชนิด CD4(CD4 Count) โดยทั่วไป คนปกติมีจำนวน 500 – 1500 cell/ml. ในระยะแรกของการติดเชื้อ ปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาว CD4 จะลดลงระยะหนึ่งแล้วกลับคืนสู่ระดับปกติ เพราะร่างกายพยายามต่อสู่กับไวรัสด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านไวรัส ซึ่งในระยะนี้ร่างกายจะยังคงปกติดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ที่จริงร่างกายทำงานอย่างหนัก ภาวะเช่นนี้จะเป็นไปอีกนานหลายเดือนหรือเป็นปีโดยผู้ติดเชื้อไม่รู้ตัวจนที่สุดหากไม่มีการรักษาร่างกายจะสูญเสียภูมิคุ้มกันจนเกิดเป็นโรคเอดส์ซึ่งยากต่อการรักษา ดังนั้นการตรวจนับ CD4 เป็นการตรวจนับเพื่อเป็นแนวทางที่จะบอกให้เริ่มการรักษาด้วยยาต้านไวรัส เมื่อมีปริมาณของ CD4 Count มีปริมาณต่ำกว่า 200 เซลล์ ต่อ มล. ซึ่งระยะเวลาการเปลี่ยนแปลงของ CD4Count ในผู้ติดเชื้อค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับการดำเนินของโรคที่ค่อนข้างเร็ว
  2. HIV-1 Viral Load คือการตรวจวัดปริมาณของสารพันธุ์กรรมของไวรัสที่มีอยู่ในเลือด ซึ่งสามารถปริมาณน้อยที่สุดถึง 50 copies/ml. ทำให้เราสามารถรู้การเปลี่ยนแปลงของปริมาณไวรัสในร่างกายโดยตรงและทราบการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามากน้อยเพียงใด
  3. 

ควรทำการตรวจวัด HIV Viral Load บ่อยแค่ไหน

  • ก่อนเริ่มรักษา : เพื่อหาปริมาณเริ่มต้นที่จะตัดสินใจให้ยาต้านไวรัสโดยพิจารณาร่วมกับการตรวจวัดปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาว
  • หลังเริ่มรักษา : ควรทำการตรวจซ้ำภายใน 2 – 8 สัปดาห์ หลังเริ่มยาต้านไวรัสหรือหลังจากเปลี่ยนยาต้านไวรัสตัวใหม่ เพื่อดูว่ามรการตอบสนองต่อการรักษาดีเพียงไร ซึ่งค่าของ Viral Load ควรลดลงเป็นอย่างน้อย 3 เท่าจากการเริ่มต้น
  • ระหว่างการรักษา : ทำการตรวจวัด Viral Load และ CD4 Count ทุก 3 – 4 เดือน เพื่อดูประสิทธิภาพของการรักษาว่าสามารถรักษาระดับเชื้อไวรัสให้ต่ำไว้ได้หรือไม่ หรือเกิดการดื้อยาแล้ว
  • ระยะที่ยังไม่ใช้ยา : หากผลการตรวจวัดเชื้อไวรัสยังคงมีปริมาณต่ำ และปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวไม่ลดลงไปมาก แพทย์อาจจะไม่เริ่มให้ยาต้านไวรัส แต่ยังคงตรวจหาปริมาณ Viral Load ทุก 3 – 4 เดือน เพื่อดูว่าร่างกายสามารถต่อสู้กับไวรัสด้วยตนเองได้ดีเพียงใด

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: