ข้อคิดคำนึง : สภาพสังคมและการเมือง

ขอฝากบทความสั้นๆ ที่วิเคราะห์ความบิดเบี้ยวและทัศนคติที่น่ากลัวของคนไทยส่วนใหญ่ที่ผลโพลระบุว่าเกือบร้อยละ 65 ระบุว่า “ยอมรับได้กับการโกงกินของนักการเมืองขอให้ตัวเองมีส่วนได้บ้างก็พอ” อยากให้ท่านสละเวลาสักเล็กน้อยอ่านให้จบ เป็นข้อคิดและการวิเคราะห์จากนักวิชาการที่แท้จริงท่านหนึ่ง ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ ก็ช่วยกรุณาส่งต่อๆ ไปด้วย
อยากให้อ่านข้อเขียนดีๆของดร.เสรี พงศ์พิศ ปราชญ์ชาวไทยผู้ที่เก่งมากคนหนึ่งของไทย
ขออนุญาตคัดลอกมาลงต่อ
เผื่อมีใครยังไม่ได้อ่านค่ะ

ทำไมคนไทยเห็นด้วยกับการโกงกิน

สยามรัฐรายวัน 27 กรกฎาคม 2554

เอ แบคโพลล์สำรวจความคิดเห็นของคนไทยพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.5 คิดว่ายอมรับได้ ถ้ารัฐบาลทุจริตแล้วทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดี ตนเองได้รับประโยชน์ด้วย ขณะที่ร้อยละ 35.5 ยอมรับไม่ได้ เป็นเรื่องที่น่าจะหาคำตอบร่วมกันว่าเกิดอะไรขึ้น

เพราะ เรื่องแบบนี้ไม่น่าจะมีในประเทศอื่น โดยเฉพาะที่พัฒนาแล้ว ขณะที่บ้านเราเห็นกันชัดเจนในการเลือกตั้งว่าโกงกันอย่างโจ่งแจ้ง ซื้อเสียงกันหัวละเป็นพัน บ้านละเป็นหมื่น ว่ากันว่าหลายคนหมดไปหลายสิบล้าน บางคนถึง 100 ล้านก็มี ชาวบ้านก็รับเงินไปโดยไม่บ่นว่า ดีใจเสียอีกที่ได้เงิน

นักการเมืองที่ซื้อเสียงก็ต้องถอนทุนด้วยวิธี การสารพัด การเข้าสู่อำนาจเป็นการลงทุน ชาวบ้านจำนวนมากคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา เหมือนมีหญิงบริการ มีอาบอบนวดที่รู้กันทั่วว่าเป็นการขายบริการทางเพศ แต่ก็ “รับได้” ไม่เห็นเสียหายอะไร ดีกว่าไปปล้นเขา ไปขายยาเสพติด

หรือว่าปัจจัยต่างๆ ต่อไปนี้ ช่วยให้เข้าใจว่า ทำไมคนไทยส่วนใหญ่จึงยอมรับการโกงกินหรือการคอร์รัปชั่นได้

๑. จิตสาธารณะต่ำ ไม่มีสำนึกของส่วนรวม คิดว่าที่เขาโกงไม่ใช่เงินตัวเอง ส่วนใหญ่ไม่ได้เสียภาษีเงินได้ และไม่เข้าใจว่าตนเองเสียภาษีทางอ้อม ภาษีที่ซื้อกินซื้อใช้ และไม่มีสำนึกเรื่อง “สมบัติส่วนรวม” ที่เกิดขึ้นจากสติปัญญา น้ำพักน้ำแรงของทุกคนร่วมกันในรูปแบบต่างๆ

๒. โครงสร้างสังคมไม่เป็นประชาธิปไตย สังคมที่มีธรรมาภิบาล หรือบริหารด้วยธรรม ด้วยความถูกต้อง ด้วยกฎหมาย เป็นธรรมรัฐ เป็นนิติรัฐ ตรวจสอบได้ โปร่งใส่ อะไรที่สังคมไทยวันนี้ยังไม่มี ยังไม่เป็น จึงไม่มีระบบอะไรที่จะตรวจสอบได้ว่า นักการเมืองโกงไปเท่าไร รู้ทั้งรู้ว่าคนเหล่านี้โกงกิน

สังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แม้ไปเลือกตั้ง แต่ไม่มีสำนึกประชาธิปไตยก็หาได้เป็นประชาธิปไตยไม่ เป็นสังคมที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม ไม่สามารถตรวจสอบได้ ไม่มีสำนึกในสิ่งที่เกิดกับบ้านเมือง ไม่ร่วมกันแก้ไขปัญหา แต่ปล่อยให้นักการเมือง “สัปทานอำนาจ” เข้าไปทำหน้าทีทุกอย่างแทนตนเอง

๓. อำนาจนำของฝ่ายปกครอง หรือ Hegemony ของผู้อยู่ในอำนาจ ครอบงำสังคมอย่างแนบเนียนจนกระทั่งผู้คนยอมรับพฤติกรรมของฝ่ายอำนาจนั้นโดย ดุษฎี ไม่มีคำถาม ไม่โต้เถียงขัดแย้ง เป็นสังคมที่ใช้อำนาจใช้เงิน ใช้เล่ห์เพทุบายเพื่อเข้าสู่อำนาจ บริหารอำนาจ รักษาอำนาจ ครอบงำด้วยอำนาจ

๔. สภาวะยอมจำนน จำยอมเพราะไม่มีทางออก ไม่มีทางไป เหมือน “หมาบนทางด่วน” ไม่รู้จะไปทางไหน สุดท้ายยอมให้เขาเอาขึ้นรถ จะพาไปไหนก็ยอมไป ขอให้รอดปลอดภัยก็พอ ชาวบ้านส่วนใหญ่มีปัญหาหนี้สิน ไม่พออยู่ ไม่พอกิน ดิ้นรนปากกัดตีนถีบไปวันๆ มีมือที่เขายื่นมาให้จับ คนจะจมน้ำก็ย่อมจับเพราะไม่อยากตาย ไม่ว่ามือนั้นจะสกปรกเพียงใด

๕. ทุนนิยมสามานย์ ถือว่า “โลภแหละดี” (greed is good) ถ้าไม่โลภสิแย่ เศรษฐกิจจะถดถอย สังคมไทยไม่ใช่สังคมโบราณที่มีเศรษฐกิจคุณธรรม (moral economy) แต่เป็นทุนนิยมที่ระบบการแข่งขันโหดร้ายรุนแรง ที่ใครมือยาวสาวได้สาวเอา ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ถึงคุยกันเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้

สังคมทุนนิยมเป็นสังคมบริโภค สังคมที่เงินเป็นใหญ่ รายได้เป็นเป้าหมาย ทุกอย่างเป็นธุรกิจหมด ไม่เพียงแต่การค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภค แต่รวมถึงการศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึง “ศาสนพาณิชย์” การเมืองจึงเป็นธุรกิจ เป็นการลงทุนเข้าสู่อำนาจ จึงไม่ได้มองว่าเป็นการโกงกิน แต่ถือว่าเป็นการ “บริหารอำนาจ” ต่างหาก ใครเข้าสู่อำนาจ มีโอกาสก็ย่อมทำเช่นเดียวกัน เป็นเรื่อง “ธรรมดา”

๖. ไร้ราก ไร้ฐาน สังคมทุนนิยมได้ทำลายรากและฐานของชุมชน รับเอาฐานใหม่ที่ไร้คุณธรรม ละลายผู้คนจากชุมชนที่มีอัตลักษณ์เข้าสู่สังคมนิรนาม เข้าสู่สังคมที่ถูกครอบงำด้วยอำนาจรัฐและอำนาจทุน แยกแยะไม่ได้ระหว่างความดีกับความชั่ว ความจริงกับความเท็จ ความถูกกับความผิด สับสนจนคิดว่าทางขึ้นสวรรค์กับลงนรกเป็นทางเดียวกัน วันๆ คิดหาแต่ทางรวยลัด รวยเร็ว ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ

๗. ปฏิบัตินิยมสามานย์ (vicious pragmatism) ปรัชญาระบบนี้เอาเป้าหมายเป็นหลัก ขอให้บรรลุเป้าหมาย วิธีใดไม่สำคัญ ถ้าพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองได้จริง โกงก็ยอม ขอให้ฉันได้ลืมตาอ้าปากได้ก็พอใจแล้ว จะโกงกินอย่างไรก็ว่าไปเถิด นี่คือปรัชญาของสังคมไทยวันนี้ที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

ถ้า ๗ ข้อนี้จริง สังคมไทยยังเป็นสังคมมวลชนนิรนามที่อยู่ในความมืด แต่ก็พยายามหาทางออกไปสู่สังคมพลเมือง สังคมที่ไม่ยอมให้มีการโกงกิน เพราะเป็นสังคมที่อภิบาลโดยธรรม แต่ก็เหมือนรบสงครามที่พ่ายแพ้ พลังปัญญาหดหาย มีแต่กลิ่นอายประชานิยม ที่สร้างความหวังให้กับคนสิ้นหวัง

ก็ ยังดีที่คนอีกร้อยละ 35 รับไม่ได้กับการโกงกิน ถ้าหาจุดคานงัดดีๆ มีพลังทางปัญญาที่ผนึกกันให้มั่นเหมาะ อาจจะงัดและเปลี่ยนสังคมที่เอียงกะเท่เร่นี้ให้กลับมาตรงได้
ขอเชิญชวนร่วมกันเป็นคนดีของประเทศไทยค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: